หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ทำอะไรให้ทำแต่พอดีจะดีที่สุด” งานออกแบบก็เช่นกัน แต่เมื่อความพอดีของแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วเราควรใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในตัดสินว่างานออกแบบไหนที่พอดีและเหมาะสมกับแบรนด์เรามากที่สุด? วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 แนวทางที่จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกงานออกแบบที่ “พอดี” กับคุณมากที่สุด
ความพอดีกับตัวตนแบรนด์ (Brand Fit)
งานออกแบบที่ “พอดี” กับแบรนด์เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสะท้อนตัวตนและคุณค่าของแบรนด์ให้มีความโดดเด่นและเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการค้นหางานออกแบบที่พอดีกับการสร้างแบรนด์ จะต้องเริ่มจากการศึกษาเป้าหมายของแบรนด์ คุณค่าที่แบรนด์ต้องการส่งมอบ key message รวมไปถึงเอกลักษณ์และบุคลิกของแบรนด์ เพื่อที่จะนำมาตีความ วิเคราะห์และกำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกงานออกแบบที่เหมาะสมกับแบรนด์ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ สี หรือฟอนต์ ทุกองค์ประกอบต้องสอดคล้องกับภาพลักษณ์และสื่อสารข้อความที่ต้องการสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในแต่ละกระบวนการจะมีรายละเอียดและวิธีคิดที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการทำความเข้าใจและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบจะช่วยให้คุณได้งานออกแบบที่ ‘พอดี’ และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างแท้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง : จะสร้างแบรนด์เริ่มต้นอย่างไร
ความพอดีกับความต้องการ (Need Fit)
การเติบโตของธุรกิจมีหลายจังหวะ ซึ่งในแต่ละจังหวะของธุรกิจนั้น มีความต้องการงานออกแบบในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเข้าใจตลาด เข้าใจกลุ่มเป้าหมายและช่องทางการเข้าถึงลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ในช่วงแรกเราอาจต้องการสร้างแบรนด์ เพื่อเป็นการกำหนดตัวตนของธุรกิจเรา อย่างการออกแบบโลโก้ ชุดสี ตัวอักษร งานกราฟิกสำหรับโซเชียลมีเดียก่อน ระยะต่อมาเราอาจจะเริ่มต้องการสร้างเว็ปไซต์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น หรืออาจต้องการการออกแบบในรูปแบบงานพิมพ์มากขึ้น เป็นต้น
ดังนั้นการคำนึงถึงการออกแบบที่ “พอดี” กับความต้องการในแต่ละจังหวะ จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดปริมาณงานที่ไม่จำเป็นหรือจำนวนครั้งในการปรับแก้ไขงานได้
บทความที่เกี่ยวข้อง : จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่เราต้องเริ่มจ้างนักออกแบบ
ความพอดีกับราคา (Price Fit)
การออกแบบสามารถมีราคาได้ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักล้าน ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความคาดหวังของคุณ งานออกแบบที่ “พอดี”กับราคา คืองานออกแบบที่คุณรู้สึกว่าคุ้มค่า ซึ่งความคุ้มค่านี้จะมาจากการที่คุณนำผลงานเหล่านั้นไปใช้งานได้บ่อย” และ “ผลงานนั้นสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับธุรกิจได้มาก” หรือแม้กระทั่งคุณสามารถนำผลงานนั้นไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายช่องทางและสถานการณ์ ดังนั้น เกณฑ์สำคัญที่คุณจะหา การออกแบบที่ “พอดี” กับราคา คุณต้องทำความเข้าใจกับธุรกิจของคุณ ว่าคุณต้องการใช้งานผลงานชิ้นนั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร บ่อยแค่ไหนและจะสามารถต่อยอดหรือนำผลงานนั้นไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผลประโยชน์กลับมาให้กับธุรกิจของคุณได้มากแค่ไหน
ความพอดีกับการใช้งาน (Context Fit)
การตัดสินใจเลือกผลงานออกแบบสักชิ้น เราอาจคิดว่าต้องเลือกคุณภาพดีที่สุด ความคมชัด สีสัน ขนาดที่ใหญ่ที่สุด หรือใส่รายละเอียดได้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานออกแบบที่ “พอดี” กับการใช้งาน จะช่วยสื่อสารและส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น ภาพถ่ายที่คุณภาพสูง ไฟล์คมชัด อาจจะดีในงานพิมพ์ แต่ไม่ได้เหมาะใช้งานบนเว็ปไซต์ เพราะทำให้เว็ปโหลดช้า งานออกแบบโลโก้มีรายละเอียดเยอะ อาจดูสวยงาม สื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ครบถ้วน แต่พอใช้งานจริงบนสินค้าขนาดเล็กอาจมองไม่เห็นรายละเอียดนั้นเลย ข้อความขนาดเล็ก สีจาง อาจให้อารมณ์มินิมอล ทันสมัย แต่อาจจะทำให้อ่านยาก เป็นต้น ดังนั้นจะคุณควรคำนึงถึง จุดประสงค์ของการออกแบบ กลุ่มเป้าหมาย และสถานการณ์การใช้งานผลงานชิ้นนั้น ซึ่งหากคุณไม่มั่นใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบ เพื่อเลือกผลงานที่พอดีกับการใช้งานของคุณมากที่สุด
ความพอดีกับเวลา (Time Fit)
“การออกแบบที่ไร้กาลเวลาไม่มีอยู่จริง” อาจฟังดูเป็นคำพูดที่รุนแรงไปสักหน่อย แต่เราไม่เชื่อว่าการออกแบบที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ทุกยุค ทุกสมัยมีอยู่จริง การออกแบบที่ “พอดี” จะมีช่วงเวลาที่พอดีของมัน ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลานั้น จะสั้นหรือยืนยาวแค่ไหน หรือเมื่อหายแล้วไปจะสามารถวนกลับมาได้อีกหรือไม่
ลองคิดภาพหากแบรนด์คุณกำลังสร้างแคมเปญเพื่อโปรโมทสินค้าชนิดหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ แต่งานออกแบบแพคเกจใหม่สำหรับแคมเปญนี้ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน ในการออกแบบและผลิตออกมา แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาผลงานนั้นผลิตออกมาแล้ว สินค้านั้นอาจไม่เป็นที่นิยมแล้วหรือผลงานอาจจะไม่สามารถสื่อสารข้อความหรือดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังลดความน่าเชื่อถือและอาจสร้างภาพลักษณ์ในทางลบให้กับแบรนด์ได้อีกด้วย
ดังนั้นเราจึงควรศึกษาเทรนด์ กลุ่มเป้าหมาย และวางแผนหาแนวทางการเติบโตของธุรกิจเราอยู่เรื่อยๆ เพราะเมื่อธุรกิจมีการเติบโต งานออกแบบก็ควรปรับเปลี่ยน และพัฒนาให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน เพื่อเพิ่มความสดใหม่ ทันยุค ทันสมัย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ หากคุณไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุงหรือ Rebranding หรือไม่ ก็สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เสมอ
การเข้าใจและนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบที่พอดีกับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ ตลาด ราคา คุณภาพ ปริมาณ และเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบที่พอดีจะช่วยเพิ่มความสำเร็จและความนิยมของแบรนด์ในระยะยาว